วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ
วันที่ 14
กรกฏาคม พ.ศ. 2551
ภายหลังจากเขียนเรื่องให้ท่านผู้อ่านได้เพลิดเพลินกับการรับทราบความร่ำรวยและกิจกรรมของมหาเศรษฐีของโลกไปสองสัปดาห์
วันนี้จะขอกลับมาสู่ความเป็นจริงของชีวิตบ้างค่ะ
ดิฉันเคยเขียนเรื่องการลงทุนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อไปแล้ว
ในวันนี้จึงจะไม่เขียนถึงการลงทุนอีก
แต่จะเขียนถึงสิ่งที่ดิฉันเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์หากท่านได้นำไปลองปฏิบัติในภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้นนี้
เมื่ออัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
แปลว่าข้าวของเครื่องใช้จะมีราคาสูงขึ้น หากมีรายได้เท่าเดิม
ความเป็นอยู่ก็อาจจะต้องลำบากขึ้น วิธีปฏิบัติตัวน่าจะแบ่งออกได้เป็น 4
เรื่องใหญ่ๆ คือ การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น การลดภาระทางหนี้สิน
การจัดสรรการซื้อของมูลค่าสูง และการหารายได้จากสมบัติในบ้าน
การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
ควรจะเริ่มจากการสำรวจดูว่ามีรายจ่ายไหนที่ตัดออกไปหรือลดออกไปได้บ้าง
ต้องเขียนรายการมานั่งดูค่ะว่า อะไรเป็นสัดส่วนที่สูง ลดแล้วได้ผล
และไม่กระทบกระเทือนถึงกิจวัตรประจำวันมากเกินไป
หลายท่านเริ่มจอดรถไว้ที่บ้านและใช้บริการรถสาธารณะกันแล้ว
หลายท่านลดการสังสรรค์นอกบ้าน หรือหากไปก็เลือกที่ราคาย่อมเยาหน่อย
โปรแกรมโทรศัพท์
หรือโทรศัพท์มือถือที่ท่านเลือกก็มีผลต่อค่าใช้จ่ายนะคะ
บางท่านโทรศัพท์ทางไกลต่างจังหวัดบ่อย
อาจจะเลือกโปรแกรมจ่ายรายเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 100 บาท แต่จ่ายค่าโทรนาทีละ
2 บาท เป็นต้น
ท่านต้องสังเกตแบบแผนการใช้งานของท่านแล้วเลือกให้ถูกต้องค่ะ
นอกจากนั้นท่านควรจะลดการใช้โทรศัพท์ที่ไม่จำเป็น ดิฉันเห็นบางคน
นัดกันแล้วยังต้องโทรหากันทุกๆ 5 นาที อย่างนี้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
ต้องตั้งสมมติฐานว่า เมื่อนัดหมายกันแล้ว เขาต้องมาตามนัด
หากมาไม่ได้ตามนัดจึงค่อยโทรแจ้ง
วิธีประหยัดไฟฟ้า หาอ่านได้จากเอกสารของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต นะคะ
ประหยัดน้ำ ประหยัดน้ำมันได้เคยเขียนไปแล้ว
รายจ่ายที่ควรประหยัดอีกอย่างหนึ่งคือค่ารักษาพยาบาลค่ะ
ท่านต้องรักษาสุขภาพให้ดี จะได้ไม่ต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาล
ซึ่งตอนนี้แพงมาก
การลดภาระทางหนี้สิน ถือเป็นการลดรายจ่ายด้านดอกเบี้ย
เมื่ออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น โดยส่วนใหญ่อัตราดอกเบี้ยต้องถูกปรับขึ้นด้วย
เพราะฉะนั้นหากท่านเป็นหนี้อยู่ และอัตราดอกเบี้ยของท่านเป็นอัตราลอยตัว
เงินผ่อนชำระของท่านในจำนวนเท่าเดิม
อาจถูกนำไปชำระส่วนของดอกเบี้ยเป็นส่วนใหญ่ และเงินต้นจะลดลงไปน้อย
หากท่านมีกำลัง คือมีเงินเหลือ ท่านควรจะนำไปลดภาระหนี้สินค่ะ
ดิฉันฟังรายการของคุณวีระ ธีรภัทร เมื่อสองสัปดาห์ก่อน
มีผู้ฟังโทรศัพท์เข้าไปปรึกษาอาจารย์วีระ
เกี่ยวกับการซื้อกองทุนรวมประหยัดภาษี คือ RMF และ LTF
อาจารย์แนะนำว่าให้นำเงินไปใช้หนี้ก่อน ไม่ต้องไปคิดลงทุน
ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องค่ะ ถ้าท่านมีภาระหนี้อยู่
โดยเฉพาะหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง เช่นหนี้บัตรเครดิต
ท่านควรจะนำเงินที่มีไปใช้หนี้ก่อนค่ะ เพราะนำไปลงทุน
ผลตอบแทนที่ได้อาจจะไม่แน่นอน
การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนค่อนข้างแน่นอนส่วนใหญ่อัตราผลตอบแทนก็ต่ำค่ะ
เช่นได้ 3-4% ต่อปี แต่อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต
หรือสินเชื่อผู้บริโภคจะสูงถึง 18-20% ต่อปีเลยทีเดียว
เพราะฉะนั้นไม่คุ้มกันค่ะ แม้ว่าการลงทุนนั้นจะสามารถนำไปหักภาษีได้ก็ตาม
ยกตัวอย่าง ท่านมีเงิน 100,000 บาท อัตราภาษี 20%
หากท่านนำเงินไปซื้อกองทุน LTF ท่านจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี 20% หรือ
20,000 บาท แต่ท่านต้องลงทุนถึง 5 ปีปฏิทิน
สมมติว่าท่านลงทุนปลายปีแล้วขายต้นปี ท่านก็ยังต้องลงทุนประมาณ 3 ปี 5 วัน
ถ้ากองทุนนั้นมีผลตอบแทนดี ก็ดีไป แต่ถ้ากองทุนนั้นไม่ได้ผลตอบแทนเลย
ก็แปลว่าท่านมีผลตอบแทนเฉพาะจากภาษีที่ประหยัดได้ ประมาณ 6.66% ต่อปี
และถ้าหากกองทุนนั้นมีผลตอบแทนติดลบ คือขาดทุน
ผลตอบแทนสุทธิของท่านก็อาจจะติดลบได้
การลงทุนจึงเป็นเรื่องของคนที่มีเงินออมสุทธิเหลือเท่านั้น
คนที่ยังมีหนี้สินอยู่ ควรจะรีบใช้หนี้ให้จำนวนลดลงค่ะ
ยกเว้นกรณีที่ท่านสามารถยืมได้ในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน
เช่น กู้ได้ในอัตรา 0% ที่บัตรเครดิตหลายๆ แห่งนิยมทำกัน
ดิฉันก็ใช้บริการค่ะ แม้ว่าจะสามารถจ่ายได้ทั้งก้อนในครั้งเดียวก็ตาม
ถือว่าเราใช้สิทธิที่เขาเสนอให้เราใช้
และเอาเงินนั้นไปลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงต่ำ ก็ถือว่าได้สองต่อ
ของแบบนี้ไม่มีให้เห็นนานค่ะ
เพราะฉะนั้นท่านอย่าหวังว่าจะมีโปรแกรมแบบนี้ให้ท่านใช้บริการบ่อยๆ
เงินทองต้องหามา หรือต้องลงทุนให้งอกเงย
ดิฉันไม่ค่อยหวังได้เงินจากโชคลาภค่ะ แบบที่ฝรั่งเรียกว่า "You Have to
Earn Your Living"
การจัดสรรเงินซื้อของมูลค่าสูง เช่น
อุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านที่จำเป็นต้องเปลี่ยน
หรือการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ
หากเริ่มเป็นห่วงว่าสินค้าหรือบริการที่เล็งไว้ว่าจะซื้อหรือใช้บริการจะขึ้นราคา
และหากท่านมีกำลังซื้อ ก็อาจจะจัดสรรเงินไปซื้อมาไว้ก่อน
เพราะอีกไม่กี่เดือนก็จะซื้อในราคานี้ไม่ได้แล้ว
แต่ไม่แนะนำให้ใช้กับสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร
เพราะนอกจากจะซื้อตุนไม่ได้มาก ต้องมีการจัดหาที่เก็บอย่างดี
ไม่ให้เน่าเสียแล้วยังอาจก่อให้เกิดภาวะวุ่นวายในระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย
หากคนแห่กันไปซื้อมาตุนเอาไว้ ในที่นี้พูดถึงสินค้าคงทน หรือ durable
goods เท่านั้นค่ะ
การค้นหาสมบัติในบ้านก็เป็นวิธีการลดรายจ่าย
เพิ่มรายได้ได้อีกทางหนึ่ง
ท่านอาจจะสำรวจดูว่ามีของที่ซื้อแล้วเก็บจนลืมหรือไม่ ให้รีบเอามาใช้
หรือเอาไปให้คนอื่นใช้ค่ะ
สัปดาห์ที่แล้วดิฉันขายกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าไป ได้เงินมา 600 บาท
สัปดาห์นี้เล็งไว้แล้วว่าจะไปค้นกล่องสมบัติที่เก็บๆ อยู่
ว่าจะหาอะไรมาใช้ หรือเอาไปประมูลเพื่อการกุศล หรือเอาไปบริจาคได้บ้าง
ตอนสมัยวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ดิฉันเคยทำห้องประชุมเล็กๆ
ในบริษัทเป็นห้องขายของ ใครมีของที่ใช้แล้วสภาพยังดี
หรือมีของที่ไม่ได้ใช้ หรือเกินความต้องการใช้ ให้เอามาติดราคาวางขาย
พนักงานก็สนุกสนาน ได้ซื้อเสื้อผ้าชุดทำงาน ได้ของใช้ราคาถูก ทุกๆ
พักเที่ยงหรือตอนเย็นก็จะเข้าไปดู
ลองดูนะคะ ช่วยกันประหยัดและรู้คุณค่าของการใช้ เท่านี้ชีวิตก็จะดีขึ้นค่ะ